คนจนลดลงเหลือ 2.3 ล้านคน รายได้ครัวเรือนดีขึ้น แต่ทำไม? ยังเปราะบาง
สภาพัฒน์ เปิดข้อมูล คนจนปี 2568 ลดลง! เหลือ 2,300,00 คน ส่วนครัวเรือนยากจนมีรายได้ดีขึ้น มาอยู่ที่ 12,651 บาท/เดือน แต่ทำไม? ยังเปราะบาง
ในรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2568 ของสภาพัฒน์ มีข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมีตัวเลขน่าสนใจที่ทำให้เกิดคำถามว่า คนจนไทยรายได้เพิ่ม แต่ทำไมยังเปราะบาง?
เพราะตามข้อมูลจะเห็นว่าภาพความยากจนของไทยในปี 2568 มีสัญญาณดีรายได้ครัวเรือนยากจนปี 2568 มีรายได้ดีขึ้น 16.25% อยู่ที่เฉลี่ย 12,651 บาทต่อเดือน ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนลดลงมาอยู่ที่ 7,917 บาท จาก 8,140 บาท หรือลดลง 2.74%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ช่องว่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายของครัวเรือนยากจนดีขึ้น และช่วยให้สภาพคล่องในการใช้จ่ายประจำวันดีขึ้นด้วย
แต่เมื่อมองลึกลงไปว่า “รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากไหน?” จะเห็นอีกด้านของเรื่องความยากจน เพราะแม้ว่ารายได้เพิ่ม แต่ฐานรายได้ยังไม่นิ่ง ในรายงานระบุว่า โครงสร้างรายได้ของครัวเรือนยากจนแตกต่างจากครัวเรือนไม่ยากจนอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับครัวเรือนไม่ยากจน รายได้ส่วนใหญ่มาจาก ค่าจ้างและเงินเดือน 52.75% และกำไรจากธุรกิจนอกภาคเกษตร 20.51%
ขณะที่ครัวเรือนยากจนถึง 56.56% ของรายได้มาจากแหล่งรายได้ที่มีความไม่แน่นอนมากหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น รายได้จากภาคเกษตร เงินช่วยเหลือจากภาครัฐ และเงินโอนจากผู้อื่น จึงเป็นอีกมุมหนึ่งของคำว่า “รายได้เพิ่ม” เพราะแม้จำนวนเงินที่เข้ามาในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้น แต่
- รายได้นั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาล
- ราคาสินค้าเกษตร
- การช่วยเหลือจากภาครัฐ
- เงินที่ได้รับจากคนอื่น
ดังนั้น รายได้ก็อาจไม่ได้มีความสม่ำเสมอเท่ากับรายได้จากค่าจ้างหรือเงินเดือน และเมื่อรายได้มีความไม่แน่นอนมากกว่า ก็หมายความว่า ครัวเรือนกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะกลับเข้าสู่ภาวะยากจนได้ หากเจอกับปัจจัยกระทบที่ทำให้รายได้ลดลง ซึ่งตัวเลขเฉลี่ย 12,651 บาทเป็นรายได้ประจำเฉลี่ยต่อเดือนของ “ครัวเรือนยากจน” ไม่ใช่เส้นความยากจน และไม่ใช่รายได้ของคนยากจนแต่ละคน
เส้นความยากจนขยับดีขึ้น
ขณะที่เส้นความยากจนในปี 2568 อยู่ที่ 3,044 บาทต่อคนต่อเดือน ขยับดีขึ้นและเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาสถานะความยากจน ดังนั้น การเห็นตัวเลขรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้หมายความว่าปัญหาความยากจนหมดไป แต่ต้องดูต่อว่า รายได้นั้นมั่นคงแค่ไหน และเพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายของคนในครัวเรือนหรือไม่
รายได้ดีขึ้น แต่มั่นคงไหม? อีกเรื่อง
ตามรายงานพบว่า ภาพรวมปี 2568 จำนวนคนจนลดลงเหลือ 2.30 ล้านคน หรือ 3.27% ของประชากร จาก 4.85% ในปี 2567 ถือว่าดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร รวมถึงมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ
แต่หากมองจาก “โครงสร้างรายได้” จะเห็นว่าโจทย์ของความยากจนไม่ได้มีเพียงเรื่อง “หาเงินได้เท่าไร” แต่ “หาเงินได้อย่างมั่นคงแค่ไหน?” เพราะสำหรับครัวเรือนยากจน การมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่หากรายได้จำนวนมากยังมาจากแหล่งที่ผันผวนและขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่
ดังนั้น ภาพของคนจนไทยในปี 2568 อาจไม่ใช่แค่เรื่อง “รายได้เพิ่ม” แต่คือโจทย์ต่อไปว่าเมื่อรายได้เพิ่มแล้ว จะทำอย่างไรให้รายได้นั้น “มั่นคง” จนไม่ต้องกลับมาเผชิญความยากจนอีก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB